เมื่อกี้ตอนที่ดูการแสดง firework แสงสีเสียง น้องโปร นอนไปที่พื้นทั้งๆ ที่โชว์ยังไม่จบเลย ประมาณว่าคนเยอะมาก ออกมาจากที่นั้งดูการแสดงไม่ได้ น้องโปรก็เลยนอนเอาหัวหนุนกระเป๋าซะเลย แม่ปัวไม่รู้จะทำงานก็เลยต้องปล่อยไปแบบนั้นแหละทั้งๆ ที่ก็คงสกปรกอะนะ พื้นอะ ช่างแตกต่างกับคนจีนที่นั้งอยู่ข้างๆ เพราะว่าลูกเค้า ต้องเอากระดาษโบวชัวมารองก้นก่อนหน้า แล้วต้องนั้งแบบยกขางอๆ ห้ามนั้งเหยียด ที่รู้เพราะว่าตอนที่ลูกเค้าจะนั้งเหยียดขา พ่อเค้าว่าว่าว่าใหญ่เลย ว่าสกปรก คิคิคิ ครอบครัวอนามัยมากๆๆ เค้าคงมองเห็นน้องโปรที่นอนลงไปเลยคงด่าในใจหรืออาจจะบอกลูกเค้าไปแล้วว่า ตัวอย่างที่ไม่ดี ฮ่าๆๆๆ แตกต่างกันอย่างแรง


กว่าจะออกมาจาก disneyland ก็สามทุ่มกว่า มัวแต่ไปเสียเวลาในการช๊อปอำลา พวกเราตัดสินใจที่จะเดินทางไป Hongkong Island ด้วยรถไฟ เพราะว่าเด็กๆ เรียกร้องอยากนั้งรถไฟมิ๊กกี้มาตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงแล้ว ก็สาเหตุเพราะแม่ปัวดันไปบอกว่า รถไฟใต้ดินของที่ disneyland หน่ะเป็นรูปมิ๊กกี้เม้าส์น่ะ เด็กๆ ก็เลยรอคอยที่จะได้ขึ้น แม่ปัวกับแม่ปอมก็เลยยอมเหนื่อยเพื่อลูกอีกแล้วตัดสินใจนั้ง MTR ไป แล้วอีกอย่างนึงที่ตัดสินใจก็เพราะพนักงานบอกว่าใช้เวลาเท่าๆ กันคือ 45 นาที - 1 ชั่วโมง แต่แบบว่าเค้าคงลืมนับเวลาในการเดินด้วย พวกเราผิดหวังมากๆๆ ที่เลือกการเดินทางแบบนี้เพราะว่า เรามีเด็กและกระเป๋า ก็เลยมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ทำให้การเดินทางด้วย MTR ของเราเสียเวลาไป เกือบสองชั่วโมง เพราะว่าแม่ปัวดันหลงทางไป 1 ครั้ง คือลงถูกสถานีแล้วดันสับสนนึกว่าลงผิดสถานีก็เลยนั้งย้อนกลับไปกลับมา

ปัญหาคือมือของแม่ปัวและป้าปอมหน่ะจะไม่ว่างที่จะถือกระเป๋าเลย เพราะต้องเอามือเข็นรถเข็นของเด็กๆ กัน แม่ปัวเตรียมพร้อมมาแล้วก็เลยเอากระเป๋าแบบเป้สะพายหลังแบบใหญ่เลยใส่เสื้อผ้าทั้งของแม่ปัวและน้องโปร แต่ป้าปอมดันเอากระเป๋าแบบลากมา แล้วจะทำยังไงกันดีหล่ะเนี่ยะ
พอดีน้องโปรตื่นพอดี แม่ปัวก็เลยโชคดีไปให้น้องโปรเป็นคนเข็นรถเข็นก็แล้วกัน แล้วแม่ปัวจะสะพายกระเป๋าแล้วก็เข็นกระเป๋าป้าปอมไปด้วย เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่า น้องโปรเริ่มไม่ไหวแล้ว และก็เริ่มจะคิดได้ว่า อ๊าว ผมเดินเข็นรถเหนื่อยมาก แล้วทำไมพี่เฟรินและน้องเฟรนนั้งรถสบายอะ เอาละสิน้องโปรเริ่มงอแง ไม่ยอมเดินขึ้นมาซะงั้น คือแม่ปัวก็สงสารอะนะ แต่ไม่รู้จะทำไงดีเพราะตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น ยังไงก็ต้องเดินอยู่ดีไม่ว่าจะเดินไปเปลี่ยนรถไฟอีกขบวนนึงหรือขึ้นไปเรียก taxi ก็ต้องเดินไกลมาก ฮือแม่ปัวลืมเช็คเส้นทางก่อนว่า มันจะมีช่วงนึงที่ต้องเดินไปเปลี่ยนรถไฟระยะทางไกลพอควรเลยแหละ
เอาไงดีหล่ะ แม่ปัวก็เลยต้องพูดซีเรียสกับน้องโปร บอกโปรว่าให้มองไปรอบๆ ซิ ที่นี้มันไม่เหมือนเมืองไทยน่ะ มันอันตราย แล้วพวกเราไม่มีใครเป็นผู้ชายเลย มีน้องโปรเป็นผู้ชายคนเดียว เราจะทำเป็นอ่อนแอให้คนอื่นเห็นไม่ได้น่ะ รู้ไม๊ว่าเวลาเดินทางไกลนี่หน่ะมีคนไม่ดีจะจ้องทำร้ายหรือขโมยของเราตลอดเวลา น้องโปรไม่กลัวเหรอ พูดจบ น้องโปรก็มองไปรอบๆ แล้วก็นิ่งแล้วก็คิดนิดนึง แล้วแม่ปัวก็เลยถามย้ำไปอีกว่า น้องโปรจะช่วยแม่ได้ไม๊ เพราะแม่ไม่มีมือว่างเลยถ้าน้องโปรนั้งในรถเข็นให้แม่เข็นแล้วใครจะเข็นกระเป๋าของป้าปอม เพราะพี่เฟริน เค้าก็อ่อนแอมากเลยไม่เหมือนน้องโปร ว่าแล้วหลังจากพูดเชียร์น้องโปรผ่านไป น้องโปรก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง แม่ปัวเห็นหน้าแล้วก็สงสารมาก เพราะจริงๆ แล้วน้องโปรเหนื่อยมากๆๆ แต่ไม่มีทางเลือกอะนะ แม่ปัวประทับใจในตัวน้องโปรมาก เพราะรู้ว่าเวลาที่คับขันแบบนี้ลูกแม่ก็พยามเพื่อแม่ได้
พอถึงโรงแรมแม่ปัวก็เลยให้รางวัลเป็นดาว 5 ดวงไปเลยให้เพื่อที่จะได้ทำคะแนนครบ 30 ดวงแล้วก็หมายถึงจะได้เล่นของเล่นที่เราซื้อมาจาก disney ซะเลย คือตอนแรกที่ซื้อให้ไปก่อนเพราะว่าตอนนั้นที่เราจะต้องออกมาจาก disney แล้วแต่คะแนนยังไม่ถึงเลย แต่จำเป็นต้องซื้อมาก่อนแล้วก็ให้เด็กๆทำคะแนนสะสมดาวให้ครบถึงจะเล่นได้ แต่ตอนนี้แม่ปัวเห็นความพยามของลูกแม่ก็เลยให้ไปเลย โบนัส 5 ดวง แค่นี้แหละน้องโปรก็ สดชื้นขึ้นมาทันทีที่ถึงโรงแรม
มาเที่ยวคราวนี้ เห็นความพยามของเด็กๆ หลายครั้งมาก เมื่อกี้ยกตัวอย่างของน้องโปรไปแล้ว ต่อไปขอยกตัวอย่างของพี่เฟรินบ้าง คือวันที่ไป science musuem นั้นพวกเราก็เหมือนเดิมต้องเดินเยอะหน่อย ทุกทีเดินเยอะก็ไม่เป็นไรเพราะเด็กๆ ทุกคนนั้งรถเข็นกันหมด แต่คราวนี้ป้าปอมดันให้เอารถเข็นไปแค่คันเดียวแล้ว ให้พี่เฟรินกับโปร ตกลงว่าจะไม่นั้งรถเพราะต้องเสียสละให้น้องเฟรนนั้งคนเดียวเท่านั้นเพราะน้องเด็กมากเดินไม่ไหว ตอนแรกเด็กๆ ก็ตกลงกันดี แต่พอถึงเวลาก็เหมือนเดิมเด็กๆ เริ่มไม่ไหว น้องเฟริน เริ่มที่จะร้องขอนอนในรถเข็นบ้าง แม่ปอมก็ไม่สามารถ เพราะว่าไม่อยากอุ้มน้องเฟรนไว้ ตอนนั้น น้องโปรไม่มีปัญหาอะไรเพราะกำลังกินขนมอร่อยอยู่ไม่สนใจนั้งรถอยู่แล้ว มีแต่พี่เฟรินนี่แหละ เพราะง่วงนอนมาก ป้าปอมไม่รู้ทำอย่างไรดี ก็เลยเข็นๆ แล้วก็พูดขึ้นมาว่า เฟริน แม่ก็ไม่ไหวแล้วน่ะ แม่ก็เหนื่อยจะเป็นลมแล้วเนี่ยะ พอเฟรินได้ยินแค่นั้นน่ะ เฟรินตกใจรีบบอกอย่างเป็นห่วงว่า แม่เป็นยังไงบ้างเดี๋ยวเฟรินเข็นน้องเฟรนให้น่ะ แม่พักไม๊ โอ้โหพอแม่ปอมได้ยินแค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว ดีใจมากที่ลูกแม่เป็นห่วงแม่ขนาดนี้
นี่แหละน๊า การเดินทางทำให้รู้ว่า ลูกๆ ของเรานั้นเป็นยังไง และก็ทำให้รู้ว่า รถเข็นเด็กมีความสำคัญมากในการเดินทาง ขาดไม่ได้เลย
