พฤติกรรมของพี่โปรต่อน้องแพค
การเจอเพื่อนครั้งแรกของน้องแพค
น้องคนใหม่ชื่อว่าน้องแพค
วันเกิดน้องแพค
สอนลูกรักให้กินผัก
พัฒนาการทารกแรกเกิด
จากลังกาวีไปปีนัง
เที่ยวมาเลเซีย แบบ bag pack

ปอย สมสกุล
แอน Pupai
ปอม Pompam
โอ๋
แม่น้องปริมและน้องปัน
พี่ปัท WMU
สุกี้ Boston
Kib
น้องช้างต้น
พี่ปุ๋ม WMU
น้องเอมี่ พี่แหม่ม พี่เอ๋
ฮูฮู ลูกของมอมแมม
JJ family
Nok Nida
Ferrari & Marti

พัฒนาการทารกแรกเกิด

Posted on Thu 30 Apr 2009 17:22

  

พัฒนาการเด็กวัยทารกแรกเกิด
วัยทารกเริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตัวเด็กมากมายตั้งแต่การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ในช่วงของวัย และมีการพัฒนาด้านต่างๆ ในขั้นพื้นฐานซึ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการในช่วงวัยต่อไป
ช่วงอายุของวัยทารกแบ่งได้เป็น 2 ระยะคือ
1. วัยทารกแรกเกิด (Infancy)
2. วัยทารก (Babyhood)

วัยทารกแรกเกิด
ช่วงแรกเกิดของทารก คือ ช่วงตั้งแต่ที่ทารกคลอดจนถึง 2 สัปดาห์ ช่วงนี้นับว่าเป็นช่วงที่สำคัญยิ่งของชีวิตช่วงหนึ่งเพราะทารกจะต้องปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้กับสิ่งแวดล้อมใหม่ภายนอกครรภ์มารดาระยะนี้เป็นระยะของการปรับตัว ดังนั้นจึงไม่สามารถสังเกตเห็นการเจริญเติบโตได้อย่างชัดเจนเหมือนระยะอื่น นักจิตวิทยาจึงเรียกระยะนี้ว่าวัยทารกแรกเกิด
การปรับตัวของทารกแรกเกิด
ทารกต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวให้คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวก่อนที่จะมีการเจริญเติบโตต่อไป บางครั้งน้ำหนักตัวอาจลดลงได้ถ้ามีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นเนื่องจากภาวะการปรับตัว ทารกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหลายประการคือ
1. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ จากอุณหภูมิภายในครรภ์มารดาซึ่งค่อนข้างจะคงที่มาเป็นอุณหภูมิภายนอกซึ่งจะต่ำกว่าในครรภ์มารดาเล็กน้อย โดยปกติอุณหภูมิในครรภ์มารดาจะมีการปรับระดับไปตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายนอกตามภูมิอากาศต่างๆ แต่จะไม่มีผลต่อการปรับตัวของทารกในครรภ์ เมื่อทารกอยู่ภายนอกครรภ์จึงต้องปรับตัวเพราะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโดยตรง
2. การหายใจ เมื่ออยู่ในครรภ์ทารกได้รับออกซิเจนจากมารดาโดยผ่านทางรก แต่เมื่อแรกคลอดทารกจะต้องได้รับออกซิเจน โดยการหายใจผ่านจมูกเข้าสู่ปอด
3. การดูดกลืนและการย่อย เมื่ออยู่ในครรภ์ทารกได้รับอาหารที่ย่อยแล้วจากมารดาโดยผ่านทางรก เช่นเดียวกับการหายใจ แต่ช่วงนี้ระบบต่างๆ ของทารกจะต้องทำทุกอย่างเอง โดยทารกต้องหัดดูดและกลืนอาหารทางปาก และระบบย่อยอาหารต้องเริ่มทำงานในระยะนี้ด้วย
4. การขับถ่าย เมื่ออยู่ในครรภ์ทารกขับถ่ายทางสายรก แต่เมื่อออกมาอยู่ภายนอกทารกจะขับถ่ายทางอวัยวะขับถ่ายของตนเอง การปรับตัวของทารกแรกเกิดในช่วงนี้จะสามารถได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ นับตั้งแต่กระบวนการพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ลักษณะการคลอดการคลอดก่อนหรือหลังกำหนด สุขภาพ และภาวะอารมณ์ของมารดาก่อนและหลังคลอด วิธีการดูแลทารกหลังคลอดตลอดจนการบำรุงรักษาตัวของมารดาหลังคลอด จากหลักฐานการวิจัยยังพบว่า ท่าทีความรู้สึกของมารดาที่มีต่อทารก จะมีอิทธิพลต่อการปรับตัวของทารกเป็นอย่างมาก และยังจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ บุคลิกภาพและพัฒนาการด้านต่างๆ ของทารกตลอดจนความเจ็บป่วยทางกายด้วย
ลักษณะที่ปรากฏช่วงวัยแรกเกิด
- ด้านร่างกาย น้ำหนักของทารกแรกเกิดประมาณ 2,700-3,000 กรัม ส่วนขนาดความยาวของร่างกายประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ทั้งน้ำหนักและขนาดของทารกนี้ย่อมแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความแข็งแรงเมื่อแรกเกิด ลักษณะของกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อมและลักษณะการคลอด กล้ามเนื้อและกระดูกยังไม่แข็งแรงจึงสามารถเปลี่ยนรูปได้ง่าย ผิวหนังอ่อนนุ่มเป็นสีชมพู เนื้อแน่นและยึดหยุ่น ศีรษะใหญ่ ลำคอสั้น แขนและขาไม่ได้สัดส่วน มือ แขน เท้า เล็กมาก
- พฤติกรรมที่ปรากฏในช่วง 2-3 วันแรก ทารกจะนอนหลับวันละประมาณ 20 ชั่วโมงและตื่นทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง และช่วงเวลาหลับจะค่อยๆ ลดน้อยลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ปกติทารกช่วงนี้จะหลับง่ายแต่หลับไม่สนิท เนื่องจากถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมภายนอกและสิ่งเร้าภายใน เช่น อุณหภูมิ เสียง ความรู้สึกไม่สบาย เจ็บ หรือหิว เป็นต้น
ทารกแรกเกิดไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมต่างๆ ได้ ดังนั้นหากมีสิ่งรบกวนทารกจะเคลื่อนไหวไปทั้งตัว แต่จะมีพฤติกรรมบางอย่างปรากฏเรียกว่า ปฏิกิริยารีเฟลกซ์ (The Reflexes) ซึ่งพฤติกรรมนี้ จะเริ่มตั้งแต่ในครรภ์มารดาแล้วติดต่อมาจนกระทั่งคลอดจากครรภ์มารดา
เมื่อเทียบกับวัยต่าง ๆ พฤติกรรมรีเฟลกซ์ในวัยทารกมีจำนวนมากกว่าวัยอื่น พฤติกรรมรีเฟลกซ์เป็นพฤติกรรมอันติดตัวมาแต่กำเนิด เมื่อทารกแรกเกิดได้ประสบสิ่งเร้าก็จะแสดงปฏิกิริยาตอบต่อสิ่งเร้านั้น เพื่อลดหย่อนหรือแก้ไขสภาพอันไม่ต้องการ เช่น ทารกหลับตาทันทีเมื่อตากระทบแสงสว่างจ้า เป็นต้น หรือเพื่อการมีชีวิตรอดของทารก เช่น ปฏิกิริยารีเฟลกซ์ของการดูดอาหาร เป็นต้น

ขึ้นด้านบน

1. พัฒนาการทางกาย
วัยนี้พัฒนาการทางกายเป็นไป อย่างรวดเร็วมาก ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี โดยประสมประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาการต่างๆ จะเจริญโดยมีแบบแผน
1. ส่วนสูงของทารก เมื่อแรกเกิดความสูงของทารกเป็นร้อยละ 33 ของส่วนสูงเมื่อโตเต็มที่ ร้อยละ 50 เมื่ออายุ 2 ? ปี ร้อยละ 60 เมื่ออายุ 6 ขวบ ความสูงของเด็กจะมีลักษณะดังนี้
แรกเกิด ร่างกายยาว 50 ซม.
12 เดือน ร่างกายยาว 75 ซม.
4 ปี สูงประมาณ 100 ซม.
13 ปี สูงประมาณ 150 ซม.
ผู้ใหญ่จะมีความสูงเป็น 2 เท่าของความสูง เมื่ออายุ 2 ปี
2. น้ำหนักของทารก เมื่อแรกเกิดทารกจะหนักโดยประมาณ 3,000 กรัม อัตราเพิ่มของน้ำหนักตัวในช่วงวัยต่างๆ เป็นไปตามสัดส่วนดังนี้
2 เท่าของแรกเกิด เมื่ออายุ 5 เดือน
3 เท่าของแรกเกิด เมื่ออายุ 12 เดือน
4 เท่าของแรกเกิด เมื่ออายุ 30 เดือน
6 เท่าของแรกเกิด เมื่ออายุ 5 ปี
10 เท่าของแรกเกิด เมื่ออายุ 10 ปี
3. สัดส่วนของร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้
แรกเกิด ความยาวของศีรษะต่อลำตัว 1 : 4
โตเต็มที่ ศีรษะต่อลำตัว 1 : 7 ? - 8
สัดส่วนของร่างกายมีการขยายตัวเทียบกับเมื่อโตเต็มที่ดังนี้
ศีรษะขยายจากวัยทารก 1 เท่า
ช่วงลำตัว 2 เท่า
ช่วงแขน 3 เท่า
ช่วงขา 4 เท่า
4. พัฒนาการของโครงกระดูกและฟัน เพิ่มทั้งจำนวนของกระดูก ความยาว ความกว้าง และความแข็งตัว ส่วนที่มีกระดูกเพิ่มขึ้นมาก คือ มือและข้อมือ เท้าและข้อเท้า พัฒนาการของกระดูกจะครบเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
ฟันน้ำนมจะขึ้นเป็นซี่แรกเมื่ออายุ 6 เดือน และจะขึ้นครบ 20 ซี่ เมื่ออายุ 24-30 เดือน ฟันแท้จะเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 6 ปี และขึ้นครบ 32 ซี่ เมื่ออายุ 17 – 25 ปี
5. พัฒนาการของระบบประสาทของร่างกายมีความสำคัญมากเพราะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบอื่นในร่างกาย ทารกใช้ช่วงเวลาปีแรกของชีวิตในการพัฒนาเซลล์สมอง การเพิ่มจำนวนขนาดและการทำหน้าที่ของเซลล์ ใน 6 เดือนแรกของชีวิตพัฒนาได้ 50% อายุ 2 ปี พัฒนาได้ 75% การรับรู้และการเคลื่อนไหวจึงพัฒนาเร็วในช่วงนี้
6. พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว จะเกิดขึ้นเมื่ออวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทำหน้าที่ได้ดี พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวมีดังนี้
อายุประมาณ 6 สัปดาห์ จะยกศีรษะได้
6 สัปดาห์ - 3 เดือน เคลื่อนไหวตาตามสิ่งของที่มีสีสดๆ ยกอกได้ในเวลาสั้น
3 – 4 เดือน ใช้มือจับสิ่งของ ใช้มือยกตัว คว่ำได้ พลิกตัว คอแข็งหันไปมาได้
4 – 5 เดือน ตั้งคอได้ตรง ถือของเล่นได้ ตีน้ำเล่นได้ หันดูสิ่งของ เล่นมือตัวเอง ยกตัวขึ้น พยายามเคลื่อนที่
6 – 8 เดือน กลิ้งตัวได้ หันหาเสียง นั่งได้ดี ใช้ช้อนเคาะโต๊ะ คว้าหยิบจับของใกล้ๆ ฟัน 2 ซี่แรกขึ้น
8 – 12 เดือน นั่งได้เองแข็งแรง คลานคล่อง เริ่มยืนหรือก้าวเดิน ชอบเล่นกระจก โบกมือ ชอบโยนสิ่งของ จับของเล็กๆ ขึ้นดู หรือสังเกต ฟันซี่ที่ 3 – 4 กำลังตามมา
12 – 18 เดือน (2 ปี) ขึ้นลงเก้าอี้ บันไดได้ ขีดเขียนทั่วไปตามฝาผนัง สิ่งของ พูดประโยคสั้นๆ และคำต่างๆ ได้ รับประทานด้วยช้อนได้ด้วยตนเอง เปิดหนังสือดูรูปภาพได้ โยนลูกบอล ลงในกล่องได้ 7. พัฒนาการด้านสรีระ การทำงานของร่างกาย มีความสำคัญต่อชีวิตทารก ดังนี้
การนอนหลับ ทารกแรกเกิดจะนอนหลับเกือบตลอดวัน แล้วจึงค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ
ดังนี้
แรกเกิด – 1 เดือน นอนวันละ 16 – 18 ชั่วโมง
ตั้งแต่ 1 เดือน นอนวันละ 14 – 16 ชั่วโมง
6 ? เดือน – 1 ปี ทารกนอนกลางคืนนานขึ้น กลางวันลดเวลานอนเหลือ 1 – 2 ครั้ง ประมาณครั้งละ 1-2 ชั่วโมง
การกิน ทารกต้องดูดกลืนอาหารตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 – 5 เดือน เมื่อฟันงอกในเดือนที่ 6 – 7 – 8 ทารกจึงรู้จักเคี้ยวอาหารลักษณะกึ่งแข็ง กึ่งเหลวได้
การขับถ่าย ระยะแรกทารกยังควบคุมการขับถ่ายไม่ได้จึงเป็นลักษณะที่เมื่อกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ตอนปลายเต็ม กล้ามเนื้อหูรูดจะเปิดออกโดยอัตโนมัติ ระยะแรกๆ การขับถ่ายจะบ่อยครั้งมาก แล้u3623 .จึงค่อยๆ ลดลง

ขึ้นด้านบน

2. พัฒนาการทางสติปัญญา
การรู้คิดเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสติปัญญา ซึ่งหมายถึง ความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลโดยจะต้องพัฒนาตามวัย และต้องอาศัยการทำหน้าที่ในส่วนอื่นของร่างกายประกอบด้วย คือ การรับรู้ การเรียนรู้ และความรู้เรื่องภาษา พัฒนาการด้านนี้สรุปได้ดังนี้
1. การพัฒนาการรับรู้ อวัยวะสัมผัสทั้งห้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สมองรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ในปีแรกของชีวิต ทารกมีพัฒนาการด้านการรับรู้รวดเร็วมาก ซึ่งช่วยให้สามารถรับรู้ จดจำ และตีความข้อมูลที่ได้รับได้ดี
2. วิธีการเรียนรู้ของทารก เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยมีสาเหตุจากสิ่งแวดล้อมโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการได้รับสิ่งเร้าและการลองผิดลองถูก สิ่งเร้า เช่น การอาบน้ำให้ทารกพร้อมกับเปิดน้ำก๊อก เด็กรู้สึกสบายใจเมื่ออาบน้ำเสร็จครั้งหลังเพียงแต่ได้ยินเสียงน้ำก๊อกเด็กก็รู้สึกสบายใจ การลองผิดลองถูก เช่น ทารกหยิบของเล่นที่วางอยู่บนโต๊ะไม่ได้เขาก็จะหาวิธีการต่างๆ ในการหยิบของเล่น และจะจดจำวิธีที่ทำสำเร็จไว้ใช้
3. พัฒนาการด้านการรู้คิดของทารก วัยทารก เริ่มพัฒนาความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลขึ้นทางปฏิกิริยารีเฟลกซ์และประสาทสัมผัส โดยมีขั้นตอนดังนี้
แรกเกิด - 1 เดือน ทารกพัฒนาระบบพฤติกรรม เช่น การดูด เริ่มจากดูดนม ขยายเป็นดูดทุกสิ่งทุกอย่างที่ใกล้ปาก เช่น ผ้าห่ม นิ้ว เป็นต้น
1 - 4 เดือน การเคลื่อนไหวโดยไม่มีจุดมุ่งหมายของทารกทำให้เกิดความพอใจแล้วจึงทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีกจนเป็นนิสัย เช่น การดูดนิ้วโป้ง
4 - 10 เดือน ทารกเริ่มสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง เช่น ใช้มือป้ายของเล่นที่แขวนอยู่ทำให้เกิดเสียงดังก็ลองทำซ้ำ
10 - 12 เดือน ทารกเริ่มมีจุดมุ่งหมายในการทำ และนำเอาพฤติกรรมต่างๆ ในอดีตมาประสมประสาน เพื่อให้เกิดผลที่ต้องการ เช่น ทารกดึงหมอนออก เพื่อหยิบของเล่นที่ตนเคยเห็นว่าอยู่ใต้หมอน
12 - 18 เดือน ทารกเดินได้จึงมีทักษะในการจัดกระทำกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ทารกจะทดลองหาวิธีแก้ปัญหาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ใช้เท้าหรือไม้เขี่ยหมอนแทนการใช้มือหยิบ
10 - 24 เดือน ประสบการณ์จากการสำรวจและการกระทำการต่างๆ ช่วยให้ทารกมีระบบพฤติกรรมมากขึ้น จนสามารถวางแผนการกระทำล่วงหน้าไว้ก่อนในใจ ทารกอาจใช้วิธีการที่เคยเห็นคนอื่นทำมาทดลองทำบ้าง เพื่u3629 .ดูผลที่เกิดขึ้น
4. พัฒนาการทางภาษา สื่อทางภาษาของทารกเริ่มต้นด้วยการที่ทารกร้องไห้ และใช้ท่าทางและสุ้มเสียงต่างๆ กัน การที่จะพัฒนาจนพูดได้นั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมทางกายและระบบประสาทของทารก ขั้นตอนพัฒนาการทางภาษามี 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. ระยะเปล่งเสียงจากคอหรือทำเสียงคูคู (Cooing) ทารกแรกเกิด จนถึงอายุ 4 เดือน เป็นการร้องไห้และเปล่งเสียงที่ปราศจากความหมายฟังคล้ายเสียงถอนใจ หาวไอ เด็กที่ไม่ได้ยินก็เปล่งเสียงนี้ได้
2. ระยะออกเสียงอ้อแอ้ (Babbling) อายุ 4 – 5 เดือน ทารกมักจะหัวเราะและเล่นปนกันไปกับการออกเสียง สามารถออกเสียงใกล้เป็นคำ
3. ระยะเริ่มเลียนเสียง (Lalling) อายุ 5 – 7 เดือน เด็กชอบออกเสียงซ้ำๆ กัน พอใจในการออกเสียง เด็กหูหนวกจะไม่มีพัฒนาการในขั้นนี้
4. ระยะเลียนเสียง (Echolalia) วัย 7 – 11 เดือน สามารถเลียนเสียงได้ถูกต้องและชัดเจนขึ้นโดยใช้ท่าทางประกอบ
5. ระยะพูดได้รู้เรื่อง (True speech) อายุ 12 – 24 เดือน สามารถพูดได้จริงเข้าใจความหมายของคำพูดได้ แรกๆ จะพูดได้คำพยางค์เดียวแล้วจึงพัฒนาการพูดเป็นวลี หรือประโยคสั้นๆ

ขึ้นด้านบน
3. พัฒนาการทางอารมณ์
พัฒนาการทางอารมณ์ อารมณ์แรกของทารกที่สังเกตได้ คือ อารมณ์สงบและอารมณ์ตื่นเต้น ต่อมาก็แยกเป็นอารมณ์สุขและอารมณ์ทุกข์ (พอใจและไม่พอใจ) ในตอนปลายวัยลักษณะการแสดงออกของอารมณ์ต่างๆ จะมีมากขึ้น ได้แก่
1. ความโกรธ เป็นวิธีการง่ายที่จะทำให้ทารกได้รับความสนใจ อารมณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อทารกถูกขัดขวางไม่ให้ทำตามที่ตนปรารถนา ทารกแสดงความโกรธโดยการร้องกรี๊ดๆ ใช้ขาเตะถีบ โบกแขนไปมา
2. ความกลัว สิ่งที่ทารกกลัวไม่เหมือนกัน แต่ที่กลัวมาก คือ สัตว์ ห้องมืด ที่สูง คนแปลกหน้า เสียงดัง ปฏิกิริยาตอบสนองความกลัว คือ การร้องไห้ ถอยหนี หลบซ่อน ตัวสั่น
3. ความเบิกบาน เป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์สุขของเด็ก เมื่ออายุ 2 - 3 เดือน ทารกยิ้มและหัวเราะได้ ต่อมาก็จะหัวเราะเมื่อมีผู้เล่นด้วยหรือดูคนอื่นเล่น บางครั้งทำเสียงอือออคล้ายเสียงเพลง ปกติทารกแสดงความเบิกบานด้วยการยิ้ม หัวเราะ ขยับเขยื้อนแขนขาไปมา หายใจถี่พร้อมหัวเราะ ถ้าดีใจมาก จะทำเสียงดังและดิ้นแรงๆ
4. ความรัก เกิดขึ้นเมื่อทารกได้รับการเลี้ยงดู เอาใจใส่จากบิดา มารดาจะเกิดจากการรักตัวเองก่อน แล้วจึงรักคนอื่น รวมไปถึงสัตว์เลี้ยง แสดงออกโดยการสัมผัส โอบ กอด จูบ
5. ความอยากรู้อยากเห็น เมื่อทารกมีพัฒนาการดีขึ้น ทารกจะอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวและอยากสำรวจโดยไม่กลัวอันตราย เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ประเภทใดประเภทหนึ่งขึ้นบ่อยๆ ก็จะเกิดอารมณ์นั้นจนเป็นนิสัยติดตัวu3652 .ปจนโต

ขึ้นด้านบน
4. พัฒนาการทางสังคม
พฤติกรรมทางสังคมของทารกวัยตอนต้น 2 - 3 เดือน แสดงออกโดยการสบตา การส่งเสียงอือออ และการเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าว บ่งบอกความต้องการติดต่อกับคนอื่นๆ พฤติกรรมที่แสดงออก ได้แก่ การอยากพบเห็นเข้าใกล้ สัมผัส เล่น และติดต่อด้วย ช่วงตอนปลายของวัยทารก จะปรากฏพัฒนาการพฤติกรรมทางสังคมอีก 2 ประเภท คือ พฤติกรรมผูกพันและภาษา พฤติกรรมผูกพัน เป็นลักษณะพฤติกรรมที่ทารกแสดงความผูกพันกับคนใกล้ชิด โดยเฉพาะมารดา ทั้งนี้ทารกจะยิ้มและส่งเสียงอือออเมื่อเห็นหน้าแต่จะร้องไห้เมื่อเห็นคนแปลกหน้า พฤติกรรมนี้จะประกฎในช่วง 6 - 24 เดือน ภาษา ทารกจะเรียนรู้ เกี่ยวกับคำพูดที่แสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยของพ่อแม่ และรู้ได้ว่าพฤติกรรมใดพึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ทารกเรียนรู้คำมากขึ้นจึงสามารถแสดงความรู้ของตนให้คนอื่นเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น
พื้นฐานสำคัญของบุคลิกภาพของบุคคลขึ้นอยู่กับความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจมนุษย์ และการตระหนักรู้ในตน ความไว้เนื้อเชื่อใจและไม่ไว้เนื้อเชื่อใจเนื่องจากทารกยังช่วยตัวเองไม่ได้จึงต้องการความช่วยเหลือจากคนเลี้ยง พฤติกรรมการเลี้ยงดู เป็นสื่อที่จะทำให้ทารกรู้ว่าได้รับการเลี้ยงดูอย่างไร เพื่อพัฒนาสู่วัยต่อไปอย่างมั่นคง
การตระหนักรู้ในตน (Self-concept) การมองตนว่า “เป็นคนดี ใช้ได้” มีความสำคัญต่อโครงสร้างบุคลิกภาพมาก ถ้ามารดาแสดงสีหน้าบึ้งและดุทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าหรือให้นม ทารกก็จะรู้สึกว่าตนไม่ดี ถ้ามารดาพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสขณะเปลี่ยนผ้าอ้อม ทารกก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นคนดี ความรู้สึกนี้จะมีผลต่อความรู้สึกของบุคคลเป็นเวลานานนอกจากนั้นวิธีการที่พ่อแม่ใช้ตอบโต้ต่อความสามารถในการเรียนรู้และการเคลื่อนไหวของทารกมีผลต่อความรู้สึกของทารก กล่าวคือ ทารกที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเอง เช่น ยกตัว พลิกตัวคว่ำ ฯลฯ ถ้ามีพ่อแม่คอยเอาใจใส่สนับสนุนและให้กำลังใจเมื่อทารกทำได้ จะเป็นการส่งเสริมให้ทารกช่วยตนเองและมีความมั่นใจในตนเองยิ่งขึ้น

http://www.gchildcenter.com/

     Share

<< จากลังกาวีไปปีนังสอนลูกรักให้กินผัก >>

 

ghost007001
ghost007001   
Wed 20 Jun 2012 11:00 [8]
 

น่ารักอ่ะ
gig   
Tue 12 Jun 2012 19:18 [7]
 

น่ารักจังนะฮะ
beena yarut   
Wed 30 May 2012 20:47 [6]
 

ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลดีๆ
ผมขออนุญาติแนะนำ webดีๆอีกwebนะครับ

www.wellbabythailand.150m.com
เว็บไซด์ส่งเสริมสุขภาพทารกแรกเกิดและเด็กวัยขวบปีแรกเรายินดีให้ความรู้และปรึกษาปัญหาเด็กทารกแรกเกิดและเด็กวัยขวบปีแรก ปัญหาเรื่องการให้นม การเลือกนมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก วัคซีนสำหรับเด็ก ตารางวัคซีนและข้อมูลวัคซีนโดยทีมงานแพทย์
เชิญเยี่ยมชมเว็บไซด์
สามารถแนะนำติชมสอบถามปัญหาต่างๆเกี่ยวกับ
ลูกน้อยของคุณ ทางเว็บบอร์ดทางเรามีทีม
งานแพทย์คอยให้คำปรึกษาทุกวันครับ

paravenacava   
Wed 25 Aug 2010 21:35 [5]
 

มีสาระมากค่ะ
nutnapa sreejan   
Wed 25 Aug 2010 16:18 [4]
 

good
แนน   
Sun 2 May 2010 16:20 [3]
 

มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ทุกคน ดิฉันสามารถนำความรู้ใช้สังเกตลูกน้อยได้ น้องไอโฟนอายุได้ 1 เดือนแล้วอยากถามว่ามีประสบการณ์ทารกตัวเหลืองไหมค่ะคือน้องไอโฟนตัวเหลืองตอน 7 วันส่องไฟแล้วตัวแกยังเหลือง ๆ อยู่ ไปหาหมออีกรอบหมอบอกว่าค่าไม่มากไม่ต้องส่องไฟตอนนี้น้องไอโฟน 1 เดือนแล้วตัวแกยังเหลือง ๆ อยู่เลยค่ะตาก็ยังเหลือง ๆ อยู่เป็นเพราะกินนมแม่หรือเปลาค่ะขอคำแนะนำด้วยค่ะว่าควรทำยังไงดี
คุณแม่มือใหม่   
Sun 12 Jul 2009 17:23 [2]
 

มีประโยชน์มากครับ

-------------------------------
สอบถามนิดนะครับ

คือลูกสาวคนเล็กของผมมีอายุได้9เดือนแล้ว แต่มีอาการท้องเสียนะครับ
คือพอเข้าเดือนที่6ก็เปลี่ยนนมเป็นสูตร 2 ตามปกติ พอทานได้ประมาณ3เดือนก็มีอาการท้องเสีย ผมก็เลยในทานนมแก้ท้องเสีย หลังจากมีอาการดีขึ้นแล้วก็ให้กลับมาทานเหมือนเดิม แต่ผสมในอัตราส่วนที่ค่อยๆเพิ่มตามปกติ คือ จากมาตราฐาน 4:4 ก็เป็น 2:4 และปรับมาเป็นตามปกติ หลังจากนั้นก็มีอาการเหมือนเดิมคือ ท้องเสีย

สิ่งที่ผมต้องการจะทราบเบื้องต้นคือ มันเกี่ยวกับการที่เด็กมีพัฒนาการที่กำลังปรับตัว ทั้งด้านร่างกายและอารมณ์รึป่าวครับ รบกวนให้คำแนะนำด้วยครับ เป็นกังวลมากๆ ขอบคุณครับ

narongpc@hotmail.com
narong   
Fri 12 Jun 2009 22:33 [1]
 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh